กระดูกสะโพกหักในผู้สูงอายุ


กระดูกสะโพกหักในผู้สูงอายุ
กระดูกสะโพกหักในผู้สูงอายุ
 
จะเกิดอะไรขึ้นถ้ากระดูกสะโพกหัก
 
ผู้ป่วยที่มีกระดูกสะโพกหัก ต้องอยู่ในโรงพยาบาล เฉลี่ยประมาณ 2 อาทิตย์ 
 
• ผู้ป่วยร้อยละ 7 - 27 จะเสียชีวิตภายใน 3 เดือนหลังจากมีกระดูกสะโพกหัก เนื่องจากภาวะแทรกซ้อน 
 
• ผู้ป่วยร้อยละ 50 จะต้องใช้ไม้เท้าช่วยในการเดินเมื่ออยู่ที่บ้าน 
 
ปัจจัยเสี่ยง ที่จะเกิดกระดูกสะโพกหัก ซึ่งมักจะมีโรคกระดูกพรุน (กระดูกโปร่งบาง) ร่วมด้วยเสมอ
 
• อายุ โดยเฉพาะ ในผู้หญิงเมื่อมีอายุประมาณ 45 ปี จะมีโอกาสเกิดกระดูกสะโพกหัก เพิ่มสูงขึ้นมาก และ ถ้าอายุมากกว่า 65 ปี ผู้สูงอายุทุก ๆ 1 ใน 5 คนจะเกิดกระดูกสะโพกหัก ซึ่งมักเกิดจากการล้มเพียงเบา ๆ 
 
• เพศ ผู้หญิงจะเสี่ยงต่อกระดูกสะโพกหักมากกว่าผู้ชายถึง 3 เท่า 
 
• ลักษณะทางพันธุกรรม เช่น เคยมีประวัติคนในครอบครัวกระดูกสะโพกหัก ผู้ที่มีโครงร่างเล็ก และ ผอม 
 
• อาหาร โดยเฉพาะผู้ที่รับประทานอาหารที่มีแคลเซี่ยมน้อย หรือ ลำไส้ไม่สามารถดูดซึมแคลเซี่ยมได้ หรือ ผู้ที่ได้รับวิตามินดีไม่เพียงพอ ซึ่งมักพบในผู้สูงอายุที่ไม่ได้ออกไปสัมผัสกับแสงแดดในช่วงเช้า-เย็น
 
• สูบบุหรี่ หรือ ดื่มสุรา
 
• ผู้ที่มีปัญหาทางกาย เช่น ปวดข้อ ข้ออักเสบ ตามองเห็นไม่ชัด สมองเสื่อม เป็นต้น
 
• ผู้ที่มีอาการอ่อนแรง หรือ มึนงง ซึ่งอาจพบได้ในผู้สูงอายุทั่วไป หรือ จากผลข้างเคียงของยาที่รับประทานอยู่
 
• ขาดการออกกำลังกายที่มีการแบกรับน้ำหนักอย่างสม่ำเสมอ เช่น เดิน วิ่งเหยาะ ๆ ยกน้ำหนัก 

 

จะเลือกวิธีการรักษาวิธีไหนดี … ?
 
แพทย์จะต้องพิจารณาปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ก่อนที่จะเลือกวิธีการรักษาให้กับผู้ป่วยแต่ละราย เช่น 
 
• อายุเท่าไร สภาพร่างกายแข็งแรงดีหรือไม่ มีโรคประจำตัวที่ร้ายแรงหรือไม่ 
 
• กระดูกหักที่ตำแหน่งไหนแตกเข้าข้อหรือไม่
 
• หักมากหรือน้อยอย่างไร แล้วมีการเคลื่อนที่ไปจากเดิมมากหรือน้อยขนาดไหน
 
• มีโรคกระดูกพรุน (กระดูกโปร่งบาง) ร่วมด้วยหรือไม่ ถ้ามีร่วมด้วยอาจต้องรักษาไปพร้อมกันเลย 
 
 
ทางเลือกวิธีรักษา
 
1 ใส่ลวดดึงกระดูกและถ่วงน้ำหนักไว้จนกระดูกเริ่มติดจึงเริ่มเดิน วิธีนี้ไม่นิยมเพราะต้องนอนพักนาน
 
2 ผ่าตัดใส่เหล็กดามกระดูก ซึ่งมีหลายชนิด เช่น แผ่นเหล็ก แท่งเหล็ก หรือ ข้อสะโพกเทียม เป็นต้น 
หลังรักษาต้องทำอย่างไร … 
 
นอกจากการรักษาโดยศัลยแพทย์กระดูกและข้อแล้ว สิ่งที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ การทำกายภาพบำบัด เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่จะเกิดขึ้นเช่น ข้อเข่าหรือข้อเท้าเคลื่อนไหวได้น้อย กล้ามเนื้อลีบ กระดูกไม่ติด ซึ่งจะต้องเริ่มทำทันทีหลังผ่าตัด แม้ว่าจะปวดบ้างก็ต้องพยายามทำเพราะถ้ารอให้หายปวด ก็เกิดภาวะแทรกซ้อนขึ้นแล้ว 
 
เวลานอน ให้ใช้หมอนรองขาข้างที่ผ่าตัดให้ยกสูงกว่าระดับหัวใจ เพื่อลดอาการบวมและอาการปวดที่ขาและเท้า
 
วันแรกหลังผ่าตัด อาจจะต้องใช้ผ้าดึงถ่วงขาไว้ก่อน เมื่ออาการปวดทุเลาลงจึงค่อยเริ่มบริหาร โดย 
 
1. เกร็งกล้ามเนื้อต้นขา ค้างไว้ นับ 1-10 แล้วปล่อยตามสบาย ทำ 10 ครั้ง สลับกันทั้งสองข้าง
 
2. กระดกข้อเท้าขึ้น-ลง หมุนเข้า-หมุนออก
 
วันที่สอง ลุกนั่งได้ โดยวางหมอนไว้ระหว่าขา เพื่อป้องกันไม่ให้ขาหุบเข้ามาชิดกันมากเกินไป และอาจเริ่มหัดเดินโดยใช้ไม้ค้ำยัน หรือ วอคเกอร์(ไม้เท้าสี่ขา) ลงน้ำหนักบนขาข้างที่ผ่าเล็กน้อย ซึ่งถ้าสามารถเดินได้ดี แผลแห้งไม่มีไข้ แพทย์ก็จะอนุญาตให้กลับบ้านได้ 
 
ในช่วง 10 – 14 วันหลังการผ่าตัด จะต้องทำแผลวันละครั้ง และหมั่นดูแลลักษณะของแผล ถ้าพบว่าผิดปกติ เช่น แผลอักเสบ บวม แดง ปวดแผลมากขึ้น ให้รีบมาพบแพทย์ เมื่อกลับไปอยู่บ้านควรหลีกเลี่ยงการนั่งกับพื้น หรือ นั่งเก้าอี้ที่อยู่ต่ำกว่าระดับหัวเข่า เพราะอาจทำให้เกิดข้อสะโพกหลุดได้
 
ประมาณ 2 อาทิตย์ หลังผ่าตัด แพทย์จะนัดผู้ป่วยมาตรวจซ้ำ เพื่อดูอาการต่าง ๆ ดูการเคลื่อนไหวของข้อ-สะโพก แนะนำการบริหาร และ ตัดไหม หลังจากนั้นแพทย์ก็จะนัดมาตรวจซ้ำทุก 1-2 เดือนเพื่อเอ็กซเรย์กระดูก 
 
ในระยะแรก ๆ อาจต้องใช้ไม้ค้ำยัน หรือ วอร์คเกอร์ (ไม้เท้าสี่ขา ) ช่วยพยุงเดินไปก่อน เมื่อเอ็กซเรย์แล้วพบว่ากระดูกติดดี ไม่ค่อยปวด และ กล้ามเนื้อสะโพกแข็งแรงดีขึ้นแล้ว แพทย์จึงจะให้เปลี่ยนเป็นไม้เท้าถือข้างเดียวแทน โดยให้ถือในมือด้านตรงข้ามกับสะโพกที่กระดูกหัก ซึ่งควรถือไม้เท้าไว้ตลอดเพื่อป้องกันการหกล้ม เพราะกว่าที่กล้ามเนื้อสะโพกจะกลับมาแข็งแรงเหมือนเดิมอาจต้องใช้เวลานานถึง 2 ปี
 
ผู้ป่วยที่ผ่าตัดใส่ข้อสะโพกเทียม ควรหลีกเลี่ยงการยกของหนัก การนั่งหรือนอนกับพื้น การนั่งเก้าอี้ที่อยู่ต่ำกว่าเข่า หรือ การเล่นกีฬาที่มีแรงกระแทกต่อข้อสะโพก เช่น การกระโดด การวิ่งเร็ว การยกน้ำหนัก เป็นต้น และต้องมาตรวจเป็นระยะโดยในปีแรกอาจต้องมาเอ็กซเรย์ทุก 3-6 เดือน หลังจากนั้นก็ควรมาเอ็กซเรย์ทุก 1 ปี เพื่อดูว่ามีภาวะแทรกซ้อนเกิดขึ้นหรือไม่ เช่น ข้อสะโพกเทียมหลวม หรือ แตก ซึ่งในระยะแรกอาจพบความผิดปกติในเอ็กซเรย์โดยไม่มีอาการก็ได้
 
วิธีทำกายบริหาร กายภาพบำบัด
ควรทำบ่อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดย อาจให้ผู้ป่วยทำเอง หรือ ให้ญาติช่วยทำให้ก็ได้
 
3.1 นอนหงาย งอข้อสะโพก ให้เข่า-เหยียด 10 ครั้ง กางขา-หุบขา 10 ครั้ง 
 
3.2 นอนหงาย ยกขาขึ้น ค้างไว้ นับ 1-10 ทำ 10 ครั้ง ทำสลับกันทั้งสองข้าง
 
3.3 นอนคว่ำ ยกขาขึ้น ค้างไว้ นับ 1-10 ทำ 10 ครั้ง ทำสลับกันทั้งสองข้าง
 
3.4 นอนตะแคง กางขาออก ยกขาขึ้น ค้างไว้ นับ 1-10 ทำ 10 ครั้ง ทำสลับกันทั้งสองข้าง
 
3.5 นั่งห้อยขาบนเก้าอี้ หรือ ข้างเตียง เหยียดข้อเข่าให้มากที่สุด ค้างไว้ นับหนึ่งถึงสิบ แล้วงอเข่าลงให้มากที่สุด ค้างไว้นับหนึ่งถึงสิบ ถ้าปวดมากอาจใช้ข้อเท้าขาข้างดีซ้อนใต้ข้อเท้าของขาข้างที่หักเพื่อช่วยยกขึ้นและงอลง 
 
3.6 นั่งห้อยขาบนเก้าอี้ หรือ ข้างเตียง ขยับข้อเท้า ขึ้น-ลง หมุนเข้า-หมุนออก
 
ถ้าไม่รู้สึกปวดมาก อาจใช้น้ำหนักประมาณ 1-4 กิโลกรัมถ่วงไว้ที่บริเวณข้อเท้าแล้วบริหาร เพื่อเพิ่มความแข็งแรง ของกล้ามเนื้อให้มากขึ้น ซึ่งก็จะช่วยให้หายได้เร็วขึ้นและใกล้เคียงกับปกติมากที่สุด   พีที เนอร์สซิ่งโฮม  รับดูแลผู้สูงอายุ  เชียงใหม่ สันป่าตอง  

News Search

PT-nursinghome

สถานบริบาลดูแลผู้สูงอายุ มุ่งมั่นให้บริการและดูแลคนที่ท่านรัก ดุจญาติมิตรของเราเอง ด้วยประสบการณ์การทำงานและการบริการมากว่า 3 ปี พร้อมด้วยทีมงานแพทย์ พยาบาล ผู้ช่วยพยาบาล และผู้บริหารมืออาชีพ ท่านมั่นใจได้ว่า คนที่ท่านรัก จะไม่ถูกทอดทิ้งอย่างแน่นอน