การดูแลเรื่องของการรับประทานอาหารของผู้ป่วยที่มีปัญหาการกลืนลำบาก


การดูแลเรื่องของการรับประทานอาหารของผู้ป่วยที่มีปัญหาการกลืนลำบาก
ลักษณะของผู้ที่มีปัญหากลืนลำบาก
 
๑. มีอาการไอขณะดื่มน้ำ ทานอาหาร หรือหลังดื่มน้ำ ทานอาหาร
 
๒. ต้องกลืนอาหารซ้ำ ๆ หลาย ๆ ครั้ง เพราะอาหารติดคอ
 
๓. น้ำลายไหลออกมาตามมุมปาก เนื่องจากกล้ามเนื้อรอบริมฝีปากอ่อนแรง
 
๔. มีกลิ่นปากเหม็นเร็ว เพราะมีอาหารตกค้างในช่องปาก
 
๕. สะดุ้งตื่นกลางคืนเนื่องจากสำลักอาหาร
 
               สาเหตุเกิดจากการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อรอบปากและกล้ามเนื้อในทางเดินอาหารด้วย พบว่าบางรายมีปัญหาคือลิ้นอุ้มอาหารไม่อยู่ ทำให้อาหารตกลงที่หลอดคอก่อนการคืน บางรายมีฝาปิดหลอดลมที่ไม่สนิทดี ปิดช้าทำให้อาหารตกลงไปในหลอดลม บางรายหลอดลมคอบีบตัวไม่ดี ทำให้อาหารเหลือค้างในลำคอ การตรวจหาสาเหตุว่าเกิดการอะไรใช้วิธีการกลืนแป้งแล้วฉายเอกซเรย์ เรียกว่า การตรวจ V.F.S.S.
 
หลักในการให้อาหาร
 
๑. ควรเลือกอาหารที่กลืนง่าย ไม่ต้องเคี้ยวมาก จัดเป็นชิ้นให้พอดีคำอุณหภูมิอาหารไม่ร้อนหรือเย็นเกินไป และเลือกอาหารที่ผู้ป่วยชอบหรือเคยชอบมาก่อน เพื่อกระตุ้นความอยากอาหาร
 
๒. การฝึกเคี้ยวและกลืน ให้เริ่มจาก
 
๑) อาหารบด หรือปั่นข้น เช่น มันฝรั่งบด กล้วยสุกบด สังขยา โจ๊กปั่นข้น น้ำผลไม้ปั่นข้นๆ เป็นต้น มีลักษณะเมื่อใช้ช้อนตักอาหารจะเกาะที่ช้อน แล้วค่อย ๆ ไหลหยดมาช้าๆ
 
๒) ต่อมาลองให้อาหารข้นเหลว มีลักษณะเหลวกว่าอาหารประเภทแรก เมื่อเอียงจากช้อนจะไหลเร็วกว่าประเภทแรก เช่น โจ๊ก น้ำซุปข้น โยเกิร์ตถ้วย เป็นต้น
 
๓) เมื่อสามารถกลืนได้ดี จึงให้อาหารธรรมชาติที่เคี้ยวง่าย อาทิเช่นข้าวสวนนิ่ม ๆ ผักต้ม ผลไม้สุก อาหารที่มีลักษณะเป็นเส้น ชิ้นยาวใหญ่ ควรตัดหรือหั่นให้ชิ้นเล็ก และในกรณีผู้ป่วยเริ่มเคี้ยวกลืนได้ดี ควรเพิ่มอาหารประเภทผัก ผลไม้ จะช่วยในการถ่ายอุจจาระสะดวกขึ้น
 
๔) อาหารเหลวเป็นน้ำ เช่น น้ำส้มคั้น นมสด นมเปรี้ยว น้ำข้าว เป็นต้น
 
๕) สุดท้ายให้อาหารเนื้อผสม เช่น ข้าวต้ม แกงต่าง ๆ ก๋วยเตี๋ยว ซึ่งมีส่วนที่เป็นน้ำและเป็นเม็ดข้าว เป็นต้น อาหารประเภทน้ำและนม น้ำผลไม้ รวมทั้งอาหารเนื้อผสม จะทำให้สำลักง่ายกว่าอาหารข้น ๆ เป็นเนื้อเดียว
 
๓. ถ้าผู้ป่วยมีปัญหาการเคี้ยว การกลืนลำบากมาก อาหารที่ใช้ต้องเป็นอาหารอ่อน บดละเอียด หรือาหารเหลว อาจต้องใช้หลอดดูด หรือกระบอกฉีดยาช่วย
 
๔. หากผู้ป่วยไม่รู้สึกตัว หรือไม่สามารถเคี้ยวหรือกลืนอาหารได้เอง ต้องให้อาหารทางสายยาง
 
๕. หากผู้ป่วยอัมพาตทานอาหารได้เอง ควรใช้ช้อนที่เหมาะสม และมีหลอดูดช่วยแทนการดื่มน้ำจากแก้ว และดัดแปลงอุปกรณ์เครื่องใช้ได้แก่ แก้วน้ำ ช้อน ส้อม ให้เหมาะสมกับสภาพร่างกาย และความสามารถของผู้ป่วย เพื่อให้ผู้ป่วยจับได้มั่นคง เนื่องจากผู้ป่วยสูญเสียความสามารถในการใช้มือจับสิ่งของ หรือยากที่จะใช้สายตาและใช้มือให้สัมพันธ์กันได้
 
๖. ช่วยกระตุ้นให้ผู้ป่วยฝึกกล้ามเนื้อรอบปาก ฝึกการใช้ลิ้น ตามวิธีการที่บุคลากรทางการแพทย์แนะนำ เพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรงช่วยควบคุมการเคี้ยวและการกลืน
 
๗. บางครั้งแพทย์จะใช้วิตามินเสริม เช่น ถ้าผู้ป่วยมีแผลกดทับ เป็นต้น แพทย์จะแนะนำให้เพิ่มอาหารโปรตีน หรือเนื้อสัตว์ ไข่ นม ถั่ว ให้มากขึ้น เพื่อช่วยให้แผลหายเร็ว
 
๘. จัดเวลาให้ผู้ป่วยได้รับการพักผ่อนก่อนรับประทานอาหาร ลดสิ่งกระตุ้นขณะรับประทาน เช่น ไม่ดูโทรทัศน์ เป็นต้น เพราะจะทำให้ความสนใจในการรับประทานอาหารลดลง โดยเฉพาะรายการตื่นเต้นหรือตลกขบขัน จะทำให้สำลักอาหารได้ง่าย
 
๙. จัดวางถาดอาหารให้อยู่ในสายตาที่ผู้ป่วยมองเห็นได้ถนัด เช่น วางอยู่ตรงหน้าผู้ป่วย แสงสว่างเพียงพอ เป็นต้น
 
๑๐. ให้เวลาในการรับประทานอาหาร ไม่ควรเร่งผู้ป่วยให้รีบทานให้เสร็จ ให้เคี้ยวอาหารให้ละเอียดก่อนกลืน จะได้ช่วยให้การย่อยอาหารเป็นไปด้วยดี ไม่ท้องอืด
 
๑๑. หลังรับประทานอาหารให้ผู้ป่วยดื่มน้ำตามทุกครั้ง อาจใช้หลอดดูด หาดูดยังไม่ได้ให้ใช้ช้อนป้อนให้ดื่มทีละน้อย ๆ แต่บ่อยครั้ง การดื่มน้ำให้ผู้ป่วยในปากก่อนแล้วจึงกลืนน้ำเข้าไป
 
๑๒. ควรดูแลการรักษาความสะอาดปากและฟัน ให้แปรงฟัน บ้วนปาก ล้างเศษอาหารที่เหลือค้างในกระพุ้งแก้มด้านที่อ่อนแรงออกให้หมดทุกครั้งหลังรับประทานอาหาร และพาไปพบทันตแพทย์ปีละ ๑ ครั้ง
 
๑๓. สังเกตปริมาณอาหารและน้ำที่ผู้ป่วยทานได้ ชั่งน้ำหนักผู้ป่วยเดือนละ ๑ ครั้ง หากเกรงว่าจะไม่เพียงพอ ควรปรึกษาแพทย์
 
ข้อควรระวัง
• หลีกเลี่ยงการให้อาหารขณะผู้ป่วยง่วงนอน งัวเงีย
 
• อย่าชวนพูดคุยขณะทานอาหาร เพราะเสี่ยงต่อการสำลักอาหาร
 
• อย่าทำให้บรรยากาศไม่ดี
 
หลักในการเตรียมอาหารคุณภาพ
 
๑. จัดอาหารให้เหมาะสมกับโรค ตามแต่โรคประจำตัวของผู้ป่วยอัมพาต อัมพฤกษ์แต่ละราย เช่น เบาหวาน ไขมันในเลือด ความดันโลหิตสูง เป็นต้น
 
๑) ผู้ป่วยเบาหวาน ควรจัดน้ำตาล แป้ง ควรเป็นเชิงซ้อน ไม่ขัดสีมาก เพื่อให้น้ำตาลถูกย่อยอย่างค่อยเป็นค่อยไป
 
๒) ผู้ป่วยไขมันในเลือดสูง ควรงดไขมันอิ่มตัว เช่น หนังไก่ หมูสามชั้น กุนเชียง กะทิ เป็นต้น เลือกนมพร่องมันเนย จำกัดไข่แดง ไข่ปลา
 
๓) ผู้ป่วยความดันโลหิตสูง ควรจำกัดเกลือ น้ำตาล ไขมัน เลือกน้ำเต้าหู้ใส่งาแทนดารดื่มนมวัว
 
๒. หมวดข้าวและแป้ง ควรเป็นชนิดไม่ฟอกขาว ให้วันละ ๓ – ๕ ถ้วยตวง
 
๓. หมวดผักและผลไม้ ให้วันละ ๒๕๐ กรัม
 
๔. นม น้ำเต้าหู้ โยเกิร์ต ให้วันละ ๒ ถ้วย คละกัน
 
๕. ไขมัน ควรเป็นไขมันไม่อิ่มตัว เช่น น้ำมันมะกอก น้ำมันรำข้าว น้ำมันถั่วเหลือง เป็นต้น วันละ ๑ ช้อนโต๊ะ
 
๖. น้ำตาล ไม่เกินวันละ ๒ ช้อนโต๊ะ
 
๗. เลือกใส่เครื่องอาหารเสริมรสชาติและมีประโยชน์ เช่น น้ำปลาอย่างดี ซีอิ๊วขาว พริกไทย ขิง ข่า เป็นต้น ได้ตามที่ผู้ป่วยพอใจ
 
๘. ไม่ควรให้อาหารแข็งเคี้ยวยาก อาหารเหนียวติดฟัน อาหารร่วมเกินไปทานแล้วหกตกหล่นง่าย  พิที เนอร์สซิ่งโฮม 

News Search

PT-nursinghome

สถานบริบาลดูแลผู้สูงอายุ มุ่งมั่นให้บริการและดูแลคนที่ท่านรัก ดุจญาติมิตรของเราเอง ด้วยประสบการณ์การทำงานและการบริการมากว่า 3 ปี พร้อมด้วยทีมงานแพทย์ พยาบาล ผู้ช่วยพยาบาล และผู้บริหารมืออาชีพ ท่านมั่นใจได้ว่า คนที่ท่านรัก จะไม่ถูกทอดทิ้งอย่างแน่นอน