การเคลื่อนย้ายผู้ป่วยจากเตียงไปนั่งรถเข็น


การเคลื่อนย้ายผู้ป่วยจากเตียงไปนั่งรถเข็น
ผู้ป่วยเคลื่อนย้ายจากเตียงไปนั่งในรถเข็น  พีทีเนอร์สซิ่งโฮม 
 
              ให้ผู้ป่วยลุกขึ้นนั่งห้อยขาลงข้างเตียง รถเข็นตั้งอยู่ด้านที่ปกติของผู้ป่วยโดยทำมุมประมาณ ๔๕ องศา และล็อกล้อรถเข็นไว้
ผู้ป่วยโน้มตัวลุกขึ้นยืนด้วยความระมัดระวัง เมื่อยืนได้มั่นคงดีแล้ว ใช้มือข้างที่ปกติจับที่วางแขนของรถเข็น (ที่อยู่ไกลตัว) ก้าวขาข้างที่ปกติไปหารถเข็นพร้อมกับการหันตัวและก้มตัวนั่งลงในรถเข็น
ผู้ป่วยเคลื่อนย้ายจากรถเข็นไปเตียง
               ผู้ป่วยนั่งในรถเข็นที่ตั้งทำมุมประมาณ ๔๕ องศา กับเตียง โดยให้ด้านที่ปกติของผู้ป่วยเข้าหาเตียง ล็อกล้อรถเข็น และวางเท้าทั้งสองข้างลงบนพื้นมือข้างที่ปกติจับที่วางแขนแล้วโน้มตัวลุกขึ้นยืนด้วยความระมัดระวัง
ย้ายมือจากที่วางแขนไปยังที่นอน แล้วก้าวขาข้างที่ปกติไปด้านหน้าเล็กน้อยหันลำตัวและย้ายตัวก้มลงไปนั่งบนเตียง
การเดิน
             ผู้ป่วยสามารถเดินได้ทันทีที่ฝึกทรงตัวนั่งและยืนได้อย่างมีสมดุล หากไม่ได้เดินเป็นเวลานานกล้ามเนื้อจะฝ่อลีบ อ่อนแรง และอาจมีปัญหาข้อต่อยึดติดด้วย ดังนั้นควรหัดเดินให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยดูจากความสามารถในการทรงตัวเป็นหลัก เพราะหากเกิดหกล้มขึ้นมาอาจจะเป็นปัญหาใหญ่
 
            การฝึกหัดเดินในระยะแรกควรเริ่มเดินในราว (bars) โดยจับรายคู่ มีนักกายภาพบำบัดหนึ่งคนช่วยประคองในด้านที่เป็นอัมพาต ในระยะแรกนักกายภาพบำบัดจะให้ก้าวเท้าที่อ่อนแรงไปก่อน แล้วก้าวเท้าปกติตามมาและหัดเดินช่วงสั้น ๆ แล้วพัก แต่ให้ทำบ่อยครั้งต่อวัน และหัดเดินทุกวัน บางคนอาจต้องใช้สายรั้งปลายเท้าหรือเครื่องช่วยไม่ให้ปลายเท้าตก หรือเครื่องดามเข่าช่วยให้เข่าตรง หรือใช้สลิงช่วยเดิน
บางรายอาจต้องสวมเข็มขัดที่มีสายเอาไว้ให้ผู้ดูแลได้ดึงในกรณีที่อาจจะหกล้ม เพราะไม่ควรช่วยโดยการดึงแขนหรือจับแขนเอาไว้ ซึ่งเสี่ยงต่อการรับน้ำหนักไม่ได้บางรายที่มีอาการเกร็งของแขนอยู่ในท่างอข้อศอก อาจต้องสวมที่ดามมือหรือที่ดามข้อศอก การหัดเดินในขณะที่ไหล่ตก ไหล่อ่อนแรงมาก สามารถทำได้ แต่ควรใช้เครื่องพยุงหัวไหล่ด้วย เพื่อให้เกิดการทรงตัวที่ดีและป้องกันการเคลื่อนหลุดของหัวไหล่
เครื่องช่วยไม่ให้ปลายเท้าตกชนิดต่าง ๆ
 
              เมื่อผู้ป่วยแข็งแรง มีความมั่นใจมากขึ้น ผู้ป่วยจะสามารถเดินออกนอกราวได้โดยใช้ไม้เท้าช่วยให้การเดินมั่งคงยิ่งขึ้น ขึ้นตอนการเดินด้วยไม้เท้าก่อนอื่นควรสวมรองเท้าหุ้มส้นหรือรัดส้นที่มีน้ำหนักเบา แต่หนานุ่ม
๑. เริ่มจากท่ายืนตรง เฉลี่ยน้ำหนักลงขาสองข้าง อย่าให้เข่าแอ่น ใช้มือข้างที่ปกติจับไม้เท้า
๒. ยกไม้เท้าไปข้างหน้าก่อน ไม่ควรเอียงตัวลงน้ำหนักที่ไม้เท้ามากเกินไป
๓. ก้าวเท้าข้างที่อ่อนแรงก่อน
๔. ก้าวเท้าข้างที่ปกติตามมา
ต่อมาให้กำหนดเป้าหมายบรรลุถึงการเดินโดยไม่มีการช่วยเหลือจากผู้อื่น ไม่ต้องอาศัยอุปกรณ์ช่วย
 
การขึ้น – ลงบันได
   ควรมีการฝึกออกกำลังขาก่อนทำการขึ้น-ลงบันได โดยการนำแท่นที่มีความสูงเท่าบันไดหนึ่งขั้นมาวางตรงน้าผู้ป่วย และวางเก้าอี้ที่ขามั่นคงเอาไว้ด้านข้างที่ปกติของผู้ป่วย จากนั้นให้ฝึกก้าวขึ้น-ลงบนแท่นนี้ ก้ามขาข้างที่อ่อนแรงขึ้นก่อน ตามด้วยขาปกติ ก้าวขาข้างที่ปกติลงก่อนตามด้วยขาอ่อนแรง (เพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้เท้าที่อ่อนแรง) มือที่ปกติจับพนักเก้าอี้ และผู้ดูแลคอยช่วยเหลืออยู่ใกล้ ๆ ในด้านที่อ่อนแรง)
การขึ้น-ลงบันไดจริง ควรมีราวบันไดให้จับ ลักษณะการก้าวเท้าต่างไปจากตอนฝึก ทั้งนี้การเดินจริงๆ จะใช้เวลามากกว่าการฝึก ดังนั้นจึงให้ขาที่ปกติรับน้ำหนักมากกว่าเพื่อให้เท้าอ่อนแรงนั้นไม่อ่อนเปลี้ย เจ็บปวดมากนั่นเอง
๑. ก้าวขาข้างที่ปกติขึ้นก่อน ตามด้วยขาอ่อนแรง เพื่อให้ขาที่ดีช่วยรับน้ำหนักตัว
๒. วางขาข้างที่อ่อนแรงลงก่อน มือจับราวช่วยผ่อนน้ำหนักตัว
๓. การเดินขึ้น-ลงบันได มักทำให้ขาข้างอัมพาตมีการเกร็งตัวและเจ็บปวดจึงไม่ควรทำบ่อย นานหรือมากเกินไป และให้เหยียดยืดกล้ามเนื้อขาด้านนั้น รวมทั้งการนวดจะช่วยลดการเกร็งของกล้ามเนื้อได้

News Search

PT-nursinghome

สถานบริบาลดูแลผู้สูงอายุ มุ่งมั่นให้บริการและดูแลคนที่ท่านรัก ดุจญาติมิตรของเราเอง ด้วยประสบการณ์การทำงานและการบริการมากว่า 3 ปี พร้อมด้วยทีมงานแพทย์ พยาบาล ผู้ช่วยพยาบาล และผู้บริหารมืออาชีพ ท่านมั่นใจได้ว่า คนที่ท่านรัก จะไม่ถูกทอดทิ้งอย่างแน่นอน