สูตรอาหารฟีด ผู้ป่วย


สูตรอาหารฟีด ผู้ป่วย
ตัวอย่างอาหารสายยางชนิดปั่น
 
สูตรที่ ๑  
 
1. เนื้อหมู ตับหมู เนื้อไก่ เนื้อปลา ๑๒๐ กรัม (อย่างใดอย่างหนึ่ง)
2.ไข่ไก่ ๔ ฟอง
3.น้ำตาล ๒ ช้อนโต๊ะ
4.น้ำมันพืช ๑ ช้อนโต๊ะ
5.ข้าวกล้องสุก ๑ทัพพี
6.ผักใบเขียว ผักสีเหลือง รวม ๑ ทัพพี
7.เติมน้ำให้ครบ ๑ ลิตร
 
คุณค่าอาหาร คือ พลังงาน ๑,๐๐๐ กิโลแคลอรี โปรตีน ๖๑ กรัม ไขมัน ๓๔ กรัม คาร์โบไฮเดรต ๑๑๗ กรัม โคเลสเตอรอล ๕๔๕ มิลลิกรัม
 
วิธีทำ
        นำส่วนผสมทุกอย่างผสมรวมกัน นำไปต้มให้สุกจนเปื่อย นุ่ม จากนั้นนำมาปั่นจนละเอียด กรองด้วยกระชอน โดยมีเหยือกน้ำรองรับอาหารปั่น แบ่งอาหารปั่นให้ผู้ป่วยตามจำนวน สัดส่วนที่แพทย์สั่ง อาหารปั่นส่วนที่เหลือเก็บไว้ในตู้เย็น แบ่งใช้ตามจำนวนที่แพทย์สั่งในแต่ละมื้อ
อาหารปั่นที่ออกจากตู้เย็น เมื่อเอามาใช้อีกควรจะเติมน้ำต้มสุกเล็กน้อยและอุ่นอีกครั้งควรเตรียมอาหารปั่นให้ใช้ได้วันต่อวัน อย่าเก็บไว้ข้ามวัน
ส่วนผสมสูตรนี้ สามารถเติมน้ำส้มคั้นหรือน้ำผักคั้นได้ โดยอาหารปั่นผสมไม่ควรเหนียว หนืด หรือใสจนเกินไป จะทำให้สารอาหารไหลผ่านสายยางให้อาหารไม่สะดวก
 
สูตรที่ ๒
 
1.ตับหมู ๑๐๐ กรัม
2.ไข่ไก่ ๒๐๐ กรัม
3.กล้วยน้ำว้า ๑๐๐ กรัม
4.ฟักทอง ๑๐๐ กรัม
5.น้ำตาล ๑ ช้อนโต๊ะ
6.น้ำมันพืช ๑ ช้อนชา
7.เติมน้ำสุกให้ครบ ๑ ลิตร
 
สูตรที่ ๓
 
1.ฟักทอง ๑๐๐ กรัม
2.กล้วยสุก ๑๐๐ กรัม (หรือมะละกอสุก)
3.ไข่ไก่ ๑ กรัม
4.น้ำตาล ๑ ช้อนโต๊ะ
5.น้ำมันพืช ๑/๒ ช้อนชา
6.เติมน้ำสุกหรือน้ำต้มผักให้ครบ ๑ ลิตร
 
วิธีการให้อาหารทางสายยาง
 
๑. ล้างมือให้สะอาด
๒. เตรียมอุปกรณ์ของใช้ในการให้อาหารทางสายยาง ตามแผนการรักษา ได้แก่
• แก้วสำหรับใส่น้ำต้มสุกที่เย็นแล้ว
• ผ้ากันเปื้อน ๑ ผืน
• สำลีชุบน้ำต้มสุก ๒ ก้อน
• กระบอกฉีดยาขนาด ๕๐ ลบ.ซม. สำหรับให้อาหาร
• อาหารเหลว (อาหารผสม อาหารสำเร็จรูป หรือนม) สูตรตามแพทย์สั่ง อาหารต้องอุ่น เพราะถ้าอาหารเย็นจนเกินไปจะทำให้ผู้ป่วยคลื่นไส้ อาเจียนได้
• ยาของผู้ป่วย (ถ้ามี)
๓. บอกให้ผู้ป่วยทราบ จัดให้ผู้ป่วยอยู่ในท่าศีรษะสูงหรือกึ่งนั่งกึ่งนอน เพื่อป้องกันการไหลย้อนกลับของอาหารเข้าหลอดลม ใส่ผ้ากันเปื้อนให้ผู้ป่วย
๔. หากมีเสมหะ ควรให้ผู้ป่วยไอเอาเสมหะออกไป หากไอเองไม่ได้ ให้ช่วยผู้ป่วยดูดโดยใช้เครื่องดูดเสมหะเพื่อเอาเสมหะออกก่อนมื้ออาหารทุกครั้งแนะนำว่าควรใช้เครื่องดูดเสมะ ราคาและคุณภาพที่เหมาะสมกับการใช้งาน
๕. จัดให้ผู้ป่วยนอนหงายศีรษะสูง หรือให้ผู้ป่วยกึ่งนั่งกึ่งนอน ถ้าผู้ป่วยนอนหงายหรือนอนตะแคงขวาศีรษะสูง อย่างน้อย ๔๕ องศา และสูงได้ถึง ๖๐ องศา   
๖. เปิดจุกที่ปิดรูเปิดสายให้อาหาร แล้วเช็ดรูเปิดและด้านนอกของสายให้อาหารด้วยสำลีชุบน้ำต้มสุก
๗. ทดสอบก่อนว่าปลายสายยางยังอยู่ในกระเพาะอาหารหรือไม่ และในกระเพาะอาหารผู้ป่วยมีอาหารค้างอยู่มากน้องเพียงใด โดยสวมปลายหลอดฉีดยา (syringe) ดันลมเข้ากับรูเปิดของสายยางให้อาหารให้แน่น แล้วดูดอาหารจากกระเพาะอาหาร
• ถ้าดูดไม่ได้อาหารเหลว ให้ตรวจสอบเพื่อยืนยันว่าปลายสายให้อาหารยังคงอยู่ในกระเพาะอาหาร
• ถ้าดูดได้อาหารเหลวมื้อก่อน เหลือไม่เกิน ๗๐ ลบ.ซม. ให้ดันอาหารหลับ และให้อาหารเหลวมื้อนั้นได้
• ถ้าดูดได้อาหารเหลวมื้อก่อน เหลือมากกว่า ๑๐๐ ลบ.ซม. ให้เลื่อนเวลาอาหารเหลวมื้อนั้นออกไปอีก ๑ ชั่วโมง และถ้าหลังจาก ๑ ชั่วโมงไปแล้ว อาหารเหลวในกระเพาะอาหารยังไม่ลดลงให้รายงานให้แพทย์ทราบเพื่อวางแผนการรักษาต่อไป
• ถ้าไม่ได้สิ่งตกค้างจะต้องปฏิบัติวิธีที่ ๒ ต่อไปคือ ฟังเสียงลมผ่านปลายสายยางให้อาหาร โดยใช้หลอดเลือดฉีดยาดันลมเข้าไปประมาณ ๑๕ – ๒๐ มล. ในผู้ใหญ่ และ ๓ – ๕ มล. ในเด็กเล็ก แล้วแนบหูฟังเสียงลมผ่านเข้าที่บริเวณลิ้นปี่ แล้วแนบหูฟังเสียงลมผ่านเข้าที่บริเวณลิ้นปี่
๘. เริ่มให้อาหารผู้ป่วย โดยถอดลูกสูบของไซริงก์ออก สวมปลายไซริงก์เข้ากับรูเปิดสายอาหารให้แน่น ถือไซริงก์ให้อยู่ในระดับเดียวกับ
• การใส่สายยางให้อาหรต้องกระทำโดยผู้เชี่ยวชาญ เช่น แพทย์ และพยาบาลเท่านั้น
• ต้องทดสอบตำแหน่งของสายยางทุกครั้ง เพื่อป้องกันการสำลักลงปอด
• ขณะให้อาหาร ถ้าผู้ป่วยไอหรือสำลักให้หยุดทันที ถ้าหยุดไอให้ลองให้อาหารต่อไป แต่ถ้ายังไออยู่อีกให้หยุดให้อาหาร และปรึกษาแพทย์
• ระวังการเลื่อนของสายยาง ควรปิดพลาสเตอร์ในตำแหน่งที่ถูกต้องและเปลี่ยนพลาสเตอร์ทุกวัน เพื่อป้อกันอาการแพ้เป็นผื่นแดงและคัน
• หากสังเกตเห็นว่าสายยางเลื่อนจากตำแหน่งเดิมไม่เกิน ๒ นิ้ว ให้ดันสายอาหารกลับเข้าตำแหน่งเดิม และทดสอบดูว่าสายอยู่ในกระเพาะอาหารหรือไม่
• หากสังเกตเห็นว่าสายยางเลื่อนจากตำแหน่งเดิมมากกว่า ๒ นิ้ว ให้ปรึกษาแพทย์ และยังให้อาหารในขณะนั้นไม่ได้โดยเด็ดขาด
ผู้ป่วยมักไม่ชอบการให้อาหารทางสายยาง เนื่องจากไม่มั่นใจในขั้นตอนและลิ้นไม่ได้รับรสชาติอาหารที่เคยโปรดปราน อีกทั้งยังรู้สึกว่ามีปมด้อยเสียบุคลิก และเกรว่าคนอื่นจะสังเกตที่มีสายคาอยู่ที่จมูก
• การใช้สายยางนานเกินไปอาจทำให้มีแผลที่ทางเดินหายใจส่วนต้น เช่น จมูก และคอ เป็นต้น พบว่าอาจมีการทะลักไหลย้อนของน้ำย่อยจากกระเพาะอาหารที่หลอดอาหาร สร้างความระคายเคือง และทำให้มีอาการไอ
• ควรเปลี่ยนสายให้อาหารทุก ๑ เดือน   พีทีเนอร์สซิ่งโฮม 

News Search

PT-nursinghome

สถานบริบาลดูแลผู้สูงอายุ มุ่งมั่นให้บริการและดูแลคนที่ท่านรัก ดุจญาติมิตรของเราเอง ด้วยประสบการณ์การทำงานและการบริการมากว่า 3 ปี พร้อมด้วยทีมงานแพทย์ พยาบาล ผู้ช่วยพยาบาล และผู้บริหารมืออาชีพ ท่านมั่นใจได้ว่า คนที่ท่านรัก จะไม่ถูกทอดทิ้งอย่างแน่นอน